CEFR (Common European Framework of Reference for Languages) คือมาตรฐานสากลในการวัดระดับความสามารถทางภาษา แบ่งเป็น 6 ระดับ ตั้งแต่ A1 (เริ่มต้น) จนถึง C2 (เชี่ยวชาญใกล้เจ้าของภาษา) ในบทความนี้คุณจะได้รู้จัก CEFR แบบเข้าใจง่าย พร้อมเทียบกับ IELTS, TOEFL และ TOEIC รวมถึงเคล็ดลับการพัฒนาทักษะให้ขึ้นระดับเร็วขึ้น

CEFR คืออะไร? ที่มาและความสำคัญ

Common European Framework of Reference for Languages หรือ CEFR เป็นเฟรมเวิร์กที่พัฒนาขึ้นโดย Council of Europe ในปี 2001 เพื่อสร้างมาตรฐานกลางในการวัดความสามารถทางภาษาที่ใช้ได้ทุกภาษาทั่วโลก ไม่ใช่แค่ภาษาอังกฤษ

ปัจจุบัน CEFR ได้รับการยอมรับและใช้กันแพร่หลายในกว่า 40 ประเทศ ทั้งในระบบการศึกษา การจ้างงาน และการสมัครเรียนต่อ ในประเทศไทย CEFR ถูกนำมาใช้เป็นเกณฑ์มาตรฐานในหลักสูตรการสอนภาษาอังกฤษของกระทรวงศึกษาธิการ และเป็นเกณฑ์อ้างอิงสำหรับข้อสอบมาตรฐานสากล เช่น IELTS, TOEFL และ Cambridge English

ทำไม CEFR ถึงสำคัญสำหรับคุณ?

  • เป็นภาษาสากล — ระดับ B2 ของคุณในไทย = B2 ในเยอรมนี ญี่ปุ่น หรืออเมริกา
  • วัดได้ทุกทักษะ — ฟัง พูด อ่าน เขียน แต่ละทักษะวัดแยกกัน
  • ใช้ในการสมัครงาน/เรียนต่อ — บริษัทและมหาวิทยาลัยทั่วโลกรู้จัก CEFR
  • วางแผนการเรียนได้ชัดเจน — รู้ว่าตอนนี้อยู่ระดับไหน ต้องพัฒนาอะไรเพื่อขึ้นระดับ

6 ระดับ CEFR แบบเข้าใจง่าย

CEFR แบ่งความสามารถทางภาษาเป็น 3 กลุ่มใหญ่ (Basic / Independent / Proficient) แต่ละกลุ่มมี 2 ระดับย่อย รวมเป็น 6 ระดับ:

A1 · Beginner / เริ่มต้น

เริ่มต้นเรียนภาษา — รู้จักคำพื้นฐาน

คุณทำอะไรได้: เข้าใจประโยคง่าย ๆ ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น ทักทาย แนะนำตัว บอกอาชีพ บอกความต้องการพื้นฐาน เช่น “ฉันชื่อ…” “ฉันอายุ…” “ฉันอยากได้…” สามารถถามและตอบคำถามง่าย ๆ ได้ ถ้าคู่สนทนาพูดช้าและชัดเจน

คำศัพท์ที่รู้: ~500-1,000 คำ

ใช้เวลาเรียน: ~80-100 ชั่วโมง

เหมาะกับ: เด็ก 5-8 ปี ผู้ใหญ่ที่เพิ่งเริ่มเรียน หรือคนที่ต้องไปท่องเที่ยวต่างประเทศแบบเบสิก

A2 · Elementary / พื้นฐาน

สื่อสารเรื่องใกล้ตัวได้

คุณทำอะไรได้: เข้าใจประโยคและสำนวนที่ใช้บ่อย ๆ เรื่องครอบครัว การทำงาน การช้อปปิ้ง ภูมิศาสตร์ท้องถิ่น สามารถสื่อสารงานง่าย ๆ ที่ต้องการการแลกเปลี่ยนข้อมูลตรง ๆ พูดคุยเรื่องตัวเอง การศึกษา สิ่งที่ชอบ/ไม่ชอบ บรรยายเรื่องราวสั้น ๆ ได้

คำศัพท์ที่รู้: ~1,000-2,000 คำ

ใช้เวลาเรียน: ~180-200 ชั่วโมง (สะสมจาก A1)

เทียบ IELTS: ~3.0 / TOEIC: 225-545

เหมาะกับ: ผู้ที่ต้องเดินทางบ่อย พนักงานออฟฟิศที่ติดต่อลูกค้าต่างชาติแบบไม่ลึก

B1 · Intermediate / กลาง

เข้าใจและเล่าเรื่องในชีวิตประจำวันได้

คุณทำอะไรได้: เข้าใจประเด็นหลักของข้อความที่ชัดเจนและเป็นมาตรฐาน เกี่ยวกับงาน เรียน หรือเวลาว่าง รับมือกับสถานการณ์ส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นเวลาเดินทางต่างประเทศ เขียนข้อความง่าย ๆ เกี่ยวกับเรื่องที่คุ้นเคยได้ บรรยายประสบการณ์ ความฝัน และความหวังพร้อมเหตุผลสั้น ๆ

คำศัพท์ที่รู้: ~2,000-3,000 คำ

ใช้เวลาเรียน: ~350-400 ชั่วโมง (สะสม)

เทียบ IELTS: 4.0-5.0 / TOEFL iBT: 42-71 / TOEIC: 550-780

เหมาะกับ: นักเรียน ม.ปลายที่เตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัย, พนักงานออฟฟิศที่ต้องใช้อังกฤษเป็นภาษารอง

B2 · Upper-Intermediate / กลาง-สูง

คุยกับเจ้าของภาษาได้ลื่นไหล — มาตรฐาน “ใช้งานได้จริง”

คุณทำอะไรได้: เข้าใจประเด็นหลักของข้อความซับซ้อน ทั้งเรื่องที่เป็นนามธรรมและรูปธรรม รวมถึงการอภิปรายเชิงเทคนิคในสาขาที่ตัวเองเชี่ยวชาญ พูดคุยกับเจ้าของภาษาได้คล่อง ๆ โดยไม่ทำให้ทั้งสองฝ่ายรู้สึกอึดอัด เขียนข้อความที่ชัดเจน มีรายละเอียดเกี่ยวกับหัวข้อที่หลากหลาย พร้อมอธิบายมุมมองและเหตุผลได้

คำศัพท์ที่รู้: ~3,000-5,000 คำ

ใช้เวลาเรียน: ~500-600 ชั่วโมง

เทียบ IELTS: 5.5-6.5 / TOEFL iBT: 72-94 / TOEIC: 785-940

เหมาะกับ: ผู้ที่ทำงานในบริษัทต่างชาติ, นักศึกษาที่จะไปเรียนต่อต่างประเทศ, ผู้สมัครงานบริษัทอินเตอร์

C1 · Advanced / สูง

ใช้ภาษาได้คล่องแคล่วในทุกสถานการณ์

คุณทำอะไรได้: เข้าใจข้อความที่ยาว ซับซ้อน และเข้าใจความหมายแฝงได้ พูดได้คล่อง เป็นธรรมชาติ โดยแทบไม่ต้องคิดศัพท์ที่จะใช้ ใช้ภาษาได้อย่างยืดหยุ่นและมีประสิทธิภาพในชีวิตทางสังคม วิชาการ และการทำงาน เขียนข้อความที่ชัดเจน มีโครงสร้างดี เกี่ยวกับหัวข้อซับซ้อน แสดงความสามารถในการควบคุมโครงสร้างประโยค คำเชื่อม และเครื่องมือทางภาษา

คำศัพท์ที่รู้: ~5,000-8,000 คำ

ใช้เวลาเรียน: ~700-800 ชั่วโมง

เทียบ IELTS: 7.0-8.0 / TOEFL iBT: 95-120 / TOEIC: 945+

เหมาะกับ: ผู้บริหารระดับสูง, นักวิชาการ, นักการทูต, ผู้ที่ต้องเจรจาธุรกิจระดับนานาชาติ

C2 · Proficient / เชี่ยวชาญ

ใกล้เคียงเจ้าของภาษา — เข้าใจทุกบริบทแม้ความหมายแฝง

คุณทำอะไรได้: เข้าใจทุกสิ่งที่ได้ยินหรืออ่านได้แทบจะอย่างไม่มีปัญหา สรุปข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ ทั้งพูดและเขียน ได้อย่างเป็นเหตุเป็นผล แสดงออกได้คล่องแคล่ว เป็นธรรมชาติ และแม่นยำ แม้ในสถานการณ์ที่ซับซ้อนที่สุด เข้าใจเล่นมุก เล่นคำ และความแตกต่างของความหมายที่ละเอียดอ่อน

คำศัพท์ที่รู้: ~8,000-16,000+ คำ

ใช้เวลาเรียน: ~1,000-1,200 ชั่วโมง

เทียบ IELTS: 8.5-9.0 / TOEFL iBT: 120 / TOEIC: 990

เหมาะกับ: นักแปลมืออาชีพ, ล่าม, นักภาษาศาสตร์, นักเขียน, ครูสอนภาษาอังกฤษระดับสูง

ตารางเปรียบเทียบ CEFR กับ IELTS, TOEFL, TOEIC

CEFRระดับIELTSTOEFL iBTTOEICCambridge
A1เริ่มต้น120-220KET (สอบไม่ได้)
A2พื้นฐาน3.0225-545KET
B1กลาง4.0-5.042-71550-780PET
B2กลาง-สูง5.5-6.572-94785-940FCE
C1สูง7.0-8.095-120945+CAE
C2เชี่ยวชาญ8.5-9.0120990CPE
หมายเหตุ: ตัวเลขเหล่านี้เป็นค่าประมาณ ขึ้นอยู่กับวิธีการคิดของแต่ละการสอบ บางการสอบจะวัดเฉพาะบางทักษะ (เช่น TOEIC เน้นการฟัง+อ่าน) ในขณะที่ IELTS วัดครบ 4 ทักษะ

ทำไมต้องวัดระดับ CEFR ก่อนเริ่มเรียน?

การรู้ระดับ CEFR ของคุณก่อนเริ่มเรียนเหมือนการรู้ “จุดเริ่มต้น” บนแผนที่ คุณจะ:

  • ประหยัดเวลาและเงิน — ไม่ต้องเรียนซ้ำสิ่งที่รู้แล้ว หรือกระโดดข้ามไประดับที่ยากเกิน
  • ตั้งเป้าหมายที่ทำได้จริง — รู้ว่าควรเป้าหมายอะไรในระยะสั้น-ยาว
  • เลือกคอร์สที่เหมาะสม — คอร์สที่ออกแบบสำหรับ A2 จะต่างจากคอร์ส B2 อย่างมาก
  • มีหลักฐานวัดผล — ทดสอบซ้ำหลัง 3-6 เดือนเพื่อเห็นพัฒนาการชัดเจน

🎯 อยากรู้ว่าตอนนี้คุณอยู่ระดับ CEFR ไหน?

ทำแบบทดสอบฟรี (มูลค่า 500 บาท) · ใช้เวลา 10-15 นาที · รับผลทาง LINE ภายใน 24 ชั่วโมง

เริ่มวัดระดับฟรี →

วิธีพัฒนาทักษะให้ขึ้นระดับเร็วขึ้น

📌 จาก A1 → A2 (พื้นฐาน)

โฟกัสที่การ สร้างคำศัพท์รอบตัว และ ประโยคพื้นฐาน ใช้เทคนิคต่อไปนี้:

  • ดู YouTube สำหรับเด็กเป็นภาษาอังกฤษ (เช่น Cocomelon, Peppa Pig)
  • ฟังเพลงภาษาอังกฤษพร้อมเนื้อ
  • ใช้แอป Duolingo, Anki ทบทวนคำศัพท์ทุกวัน 10 นาที
  • เรียน 1-on-1 กับครูเจ้าของภาษา สัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง

📌 จาก A2 → B1 (กลาง)

เริ่มฝึก การเล่าเรื่อง และ การฟังเนื้อหายาวขึ้น:

  • ดูซีรีส์ภาษาอังกฤษพร้อม subtitle อังกฤษ (ไม่ใช่ไทย!)
  • อ่านนิทาน Graded Readers ระดับ Pre-Intermediate
  • ฝึกเขียน journal สั้น ๆ วันละ 100 คำ
  • เข้าร่วม Conversation Club หรือกลุ่ม Language Exchange

📌 จาก B1 → B2 (กลาง-สูง)

นี่คือก้าวข้ามที่ใหญ่ที่สุด ต้องลงทุนเวลาและการฝึกอย่างจริงจัง:

  • อ่านข่าวภาษาอังกฤษ (BBC, CNN, The Guardian) วันละ 1 บทความ
  • ฟัง Podcast ภาษาอังกฤษ ระดับ Intermediate (TED-Ed, BBC Learning English)
  • ฝึก Speaking ทุกวัน อย่างน้อย 15-20 นาที กับครูหรือ language partner
  • เริ่มเรียน Idioms, Phrasal Verbs ที่ใช้บ่อย

📌 จาก B2 → C1 (สูง)

โฟกัสที่ ความเป็นธรรมชาติ และ ความแม่นยำ:

  • อ่านวรรณกรรม นิยายภาษาอังกฤษ (ไม่ใช่ adapted)
  • ดูซีรีส์/หนังโดยไม่ใช้ subtitle
  • ฝึกสำเนียงและ intonation ด้วยเทคนิค Shadowing
  • เขียน essay ระดับ academic อย่างน้อย 500 คำต่อสัปดาห์

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Q: ใช้เวลาเท่าไหร่ในการขึ้นระดับ?
A: โดยทั่วไป การขึ้น 1 ระดับใช้เวลาเรียน 100-200 ชั่วโมง ถ้าเรียน 3 ครั้ง/สัปดาห์ (45 นาที/ครั้ง) จะใช้เวลาประมาณ 4-8 เดือนต่อระดับ ขึ้นอยู่กับการฝึกฝนนอกห้องเรียน
Q: คนไทยทั่วไปอยู่ระดับไหน?
A: จากการสำรวจของ EF English Proficiency Index ปี 2024 คนไทยมีระดับเฉลี่ยอยู่ที่ B1 ตอนต้น (Lower Intermediate) นักเรียน ม.6 ส่วนใหญ่อยู่ที่ A2-B1, ผู้ที่จบมหาวิทยาลัยอยู่ที่ B1-B2
Q: ระดับ CEFR หมดอายุไหม?
A: CEFR เป็นเฟรมเวิร์กไม่ใช่ข้อสอบจึงไม่มีวันหมดอายุ แต่ข้อสอบที่เทียบกับ CEFR เช่น IELTS, TOEFL จะมีอายุ 2 ปี ดังนั้นถ้าคุณไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษเลย ระดับของคุณจะค่อย ๆ ลดลง — ต้องทดสอบใหม่ทุก ๆ 6-12 เดือนเพื่อดูพัฒนาการ
Q: เด็กเล็กควรเริ่มเรียนระดับไหน?
A: เด็กที่ไม่เคยเรียนเลยจะเริ่มที่ Pre-A1 (ก่อน A1) เรียนรู้เสียง ตัวอักษร และคำพื้นฐาน ผ่านเกมและเพลง เด็กที่ครอบครัวพูดอังกฤษบ้างอาจเริ่มที่ A1 ได้เลย
Q: เรียนคนเดียวขึ้นระดับได้ไหม?
A: ทักษะ Reading, Listening, Vocabulary สามารถเรียนเองได้ผ่าน app/หนังสือ แต่ Speaking และ Writing ต้องมีคนแก้และให้ feedback ถึงจะพัฒนาได้จริง โดยเฉพาะจาก B1 ขึ้นไป — แนะนำเรียน 1-on-1 กับครูเจ้าของภาษา
Q: ถ้าคะแนน IELTS 6.5 แล้วต้องการ B2 ครบหรือยัง?
A: IELTS 6.5 เทียบเท่ากับ B2 ระดับสูง (Upper-B2) ครบเงื่อนไขใช้สมัครเรียนต่อมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ในประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษ และทำงานในบริษัทต่างชาติได้

สรุป: CEFR คือเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาภาษาอังกฤษ

การเข้าใจ CEFR ทำให้คุณ วางแผนการเรียนได้อย่างมีระบบ มีเป้าหมายที่ชัดเจน และวัดผลได้จริง ไม่ใช่แค่ “เก่งขึ้น” แบบคลุมเครือ

ขั้นตอนแรกที่สำคัญที่สุดคือการ รู้ว่าตอนนี้คุณอยู่ระดับไหน เพราะการเรียนคอร์สที่ตรงกับระดับของคุณคือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด — ไม่ง่ายเกินไปจนเสียเวลา ไม่ยากเกินไปจนท้อถอย

พร้อมรู้ระดับ CEFR ของคุณแล้วหรือยัง?

ทดสอบฟรี 10-15 นาที · ผลแม่นยำตามมาตรฐานสากล · ทีมที่ปรึกษาแนะนำคอร์สและแผนเรียนเฉพาะคุณ

🎯 เริ่มวัดระดับฟรี → ดูคอร์สทั้งหมด

📚 บทความนี้เขียนโดยทีม บ้านภาษา Brainstorm · ปรับปรุง 24 พฤษภาคม 2026 · มีคำถาม ทักทาง LINE ได้เลย

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *